ค้นหาบล็อกนี้

วันอังคารที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2552

งานฝีมือสวยๆๆ จากจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ปานซอย)


ความหมาย


ปานซอยหรือลวดลายฉลุโลหะ
ลวดลายฉลุโลหะหรือ “ปานซอย” เป็นสิ่งที่ทำหน้าที่ในการประดับตกแต่งชายคาและโครงสร้างของหลังคาอาคารให้ดูมีความอ่อนช้อยสวยงามมากขึ้น มีลักษณะเป็นแผ่นโลหะฉลุปิดทับแผ่นไม้เชิงชายคา เช่น เดียวกันกับ “แป้นน้ำย้อย” ซึ่งใช้ประดับโครงสร้างในงานสถาปัตยกรรมทางภาคเหนือของไทย เพื่อให้มีค่ามากกว่าการที่จะเป็นแผ่นไม้ธรรมดาเรียบ ๆ ดังนั้นลวดลายฉลุโลหะจึงถือกำเนิดขึ้นมาเพื่อรองรับวัตถุประสงค์นี้ โดยถือว่าเป็นการตอบสนองทางด้านความงามเสียมากกว่า ที่จะมีความสำคัญกับส่วนของสถาปัตยกรรมในด้าน
การใช้สอยเมื่อเปรียบเทียบกับ “แป้นน้ำย้อย” ของทางล้านนา หรือแผ่นไม้เชิงชาย จึงมีลักษณะดังนี้คือ
“แป้น” จะเป็นแผ่นไม้ยาว ๆ ส่วนด้านล่างที่เป็น “น้ำย้อย” ก็จะมีการสลักเสลาหรือฉลุเป็นรูปลายที่มีลักษณะของการพุ่งลงเบื้องล่าง จึงต้องทำให้ลายดูอ่อนหวานแล้วค่อยแยกลงมาส่วนทางภาคกลางก็จะเรียกแผ่นไม้ที่ทำหน้าที่รองรับหลังคาอยู่บริเวณส่วนชายคา ซึ่งเมื่อฝนตกลงมาก็จะไหลและหยดลงมาบริเวณแผ่นไม้เชิงชายนี้ว่า “เชิงชาย” ซึ่งเริ่มมีการทำขึ้นราว สมัยรัชกาลที่ 5 ได้ทรงเสด็จไปต่างประเทศและมีต่างชาติเข้ามาทำการค้าขายและติดต่อกับไทยศิลปกรรมเหล่านี้จึงได้เข้ามาแพร่หลาย แต่ในสมัยโบราณมิได้มีหลักฐานปรากฏว่ามีการประดับตามแผ่นไม้เชิงชายด้วยการแกะสลัก ตามหลักฐานที่ปรากฏจะมีการประดับ “กระเบื้อง” ที่ชายคาเท่านั้น ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย จนถึงกรุงรัตนโกสินทร์ เรียกว่า “กระเบื้องเชิงชายคา” ทำขึ้นเพื่ออุดช่องโหว่ตลอดแนวของหลังคา ซึ่งมุงด้วยกระเบื้องลอนที่เรียกว่า “กาปู” เพื่อปิดช่องทางสำหรับสัตว์ที่จะเข้าไปทำรังข้างในและก่อให้เกิดความเสียหายและหลังจากนั้นไม่นานการใช้กระเบื้องมุงหลังคาก็เปลี่ยนไป เนื่องจากมีการใช้กระเบื้องแผ่นเรียบมากขึ้น เช่น กระเบื้องเกล็ดเต่า, กระเบื้องดินขอ, กระเบื้องไม้ การใช้ “กระเบื้องเชิงชายคา” จึงไม่มีความจำเป็นอีกนอกจากนี้ยังมีสถาปัตยกรรมที่ประดับตกแต่งด้วย “แป้นน้ำย้อย” แบบที่เรียกว่า อาคารแบบอาณานิคม (Colcmail Style) เป็นอาคารของยุโรปในช่วงสมัยวิคตอเรีย เรียกว่า “แบบขนมปังขิง” (Ginger Bread) ซึ่งแปลว่า หรูหรา ฟู่ฟ่า เป็นรูปแบบที่นิยมกระจายอยู่ทั่วไปจนถึงอเมริกาและไซบีเรีย ถ้าเป็นอาคารไม้มักจะมีมุมและเฉลียงด้านบนฉลุไม้แบบลูกกรงโปร่ง บางแห่งทำเป็นหลังคาโดม 8 เหลี่ยม ที่มีหลังคาหน้าจั่วประดับด้วยไม้ ที่ปั้นลมฉลุลวดลาบงดงาม รวมทั้งส่วนที่ย้อยลงมาตรงสามเหลี่ยมหน้าจั่วข้างบน อาคารแบบนี้พบได้หลายแห่งในประเทศไทย เพราะได้รับวัฒนธรรมจากทางตะวันตก ซึ่งอาคารลักษณะนี้ก็จะพบในจังหวัดแม่ฮ่องสอนเช่นกัน
การเปรียบเทียบคุณลักษณะของ “แป้นน้ำย้อย” และ “ปานซอย”

คุณสมบัติที่คล้ายคลึงกัน
1. ใช้ประดับโครงสร้างของหลังคา
2. มีคุณสมบัติเป็นตัวลดน้ำหนักทางสายตา ทำให้ส่วนที่ประดับนั้นดูโดดเด่น ลอยตัว
3. มีความเชื่อในเรื่องธรรมชาติ ศาสนาและตัวบุคคล

คุณสมบัติที่แตกต่างกัน
1. ปานซอยจะมีโครงสร้างของลวดลายที่ติดกันสามส่วน คือ กระหลุ่งต่อง, พองและปานซอย ส่วนแป้นน้ำย้อยโครงสร้างของลวดลายมีเพียงส่วนเดียว
2. ในด้านการใช้วัสดุ “ปายซอยจะใช้วัสดุที่เป็นแผ่นโลหะ, สังกะสีและอลูมมิเนียมเท่านั้นส่วน “แป้นน้ำย้อย” จะใช้วัสดุที่เป็นไม้, โลหะ, ปูน
3. การประดับตกแต่ง “ปานซอย” ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะนิยมประดับเฉพาะ อาคารที่อยู่ในวัดเท่านั้น เพราะชาวไทยใหญ่ถือว่าเป็นของสูง ส่วน “แป้นน้ำย้อย” ทางล้านนาจะนิยมประดับทั้งวัดและบ้าน และการประดับในวัดก็จะมีความวิจิตรบรรจงและต่างไปจากแป้นน้ำย้อยของบ้านเรือนธรรมดา
คติความเชื่อกับลวดลายฉลุโลหะ
จากการที่ผู้คนอยู่รวมกันเป็นสังคมใหญ่ ย่อมมีวัฒนธรรมเกิดขึ้นทั้งที่เป็นวัฒนธรรมของกลุ่มที่สร้างขึ้นมาจนเป็นที่ยอมรับภายในกลุ่ม หรืออาจเป็นวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นโดยได้รับการถ่ายทอดมาจากกลุ่มสังคมอื่น ๆ ทั้งนี้ย่อมขึ้นอยู่กับแหล่งความเชื่อถือในเรื่องของศาสนาและประเพณีเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น การก่อให้เกิดความเชื่อต่าง ๆ ตลอดจนรูปแบบของลวดลายฉลุโลหะหรือปานซอย จึงจำเป็นจะต้องศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับพระพุทธศาสนารวมไปถึงธรรมชาติซึ่งเป็นสภาวะแวดล้อมอีกครั้ง เพื่อจะได้รับทราบเกี่ยวกับคติ ความเชื่อที่แฝงอยู่ในลวดลายฉลุโลหะเหล่านี้
ความเชื่อเกี่ยวกับธรรมชาติ
สืบเนื่องจาก “แป้นน้ำย้อย” ที่ชื่อนั้นบ่งบอกถึงสภาพการกำเนิดของตัวเอง ทั้งนี้อาจจะเนื่องมาจากการที่ธรรมชาติคือ “ฝน” ตกจากท้องฟ้าลงบนหลังคาแล้วไหลลงมาตามความลาดเอียงของหลังคา แล้วตกลงจากขอบหลังคาหรือชายคา ลงมาสู่พื้นดินช่างผู้สร้างสรรค์ผลงานอาจมองเห็นความงามของหยดน้ำที่ตกลงมานั้นมีความสวยงาม จึงจำลองเอารูปแบบของหยดน้ำฝนที่ตกลงมาเป็นแผ่นฉลุติดไว้ที่ชายคา เพื่อทำให้เกิดความงดงามเหมือนกับหยดน้ำฝนที่ตกจากหลังคาเอาไว้ จึงเห็นได้ว่ารูปแบบนั้นมีรูปร่างคล้ายหยดน้ำด้วยซึ่งในบางครั้งตัวลายจะมีความสะพัดพลิ้ว ซึ่งคล้ายกับการที่เม็ดฝนโดนลมก็จะปลิวและพลิ้วไปตามลมการที่รูปแบบของความงามเกิดขึ้นจากความเชื่อในธรรมชาติยังมีให้เห็น แสดงให้รู้ว่ามีความคิดเกี่ยวกับธรรมชาติแฝงอยู่ในงานของช่างผู้สร้างสรรค์งานลวดลายโลหะฉลุดังกล่าว และอีกความคิดหนึ่งก็คือ “ปานซอย” เมื่อทำขึ้นนอกเสียจากความสวยงามที่เกิดขึ้นแล้วก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้จากการที่ช่วยป้องกันน้ำฝนที่สาดเข้าไปในตัวอาคารให้น้อยลงไปด้วย

ความเชื่อเกี่ยวกับพุทธศาสนา
ความมุ่งหมายของพระพุทธศาสนาคือ การกำจัดทุกข์ให้สิ้นไป ดังนั้นวิถีทางที่จะให้สำเร็จตามความมุ่งหมายอันนี้ ก็คือ การกำจัดเหตุแห่งทุกข์ อันได้แก่ ความโลภ, ความโกรธและความหลงบรรดาพุทธศาสนิกชนควรที่จะขัดเกลาความโลภ ความโกรธและความหลงได้โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นคนมั่งมีหรือยากจนก็ตามสามารถที่จะบรรลุได้โดยการทำความดี คือละเว้นความชั่ว รักษากาย วาจาใจ ให้สะอาดและมีเมตตากรุณา รักษาศีล ดำเนินชีวิตให้สุจริต จะทำให้มนุษย์ดำรงชีวิตได้อย่างมีความสงบสุข มีความสมดุล มีความงาม ในความเชื่อทางศาสนาพุทธแล้ว มีความเชื่อหลายเหตุที่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์งานศิลปะหรือศาสนสถานขึ้นเพื่อตอบ สนองต่อความเชื่อเหล่านั้น เช่น ความเชื่อที่เกี่ยวกับสวรรค์ซึ่งถือว่าเป็นที่อยู่ของเทพยดา จึงต้องมีการตกแต่งให้สวยงาม ดังนั้นในการสร้างวิหารซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูป ซึ่งถือว่าเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในอนาคต คือ พระศรีอาริยเมตตรัยซึ่งประทับอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต จึงย่อมต้องมีการประดับตกแต่งให้วิจิตรอลังการ ดังนั้นชาวไทยใหญ่จึงนิยมประดับประดาด้วยลวดลายฉลุโลหะเพื่อแสดงถึงสวรรค์ อีกปัจจัยหนึ่งคือ ชาวพุทธศาสนิกชน มีความเชื่อว่าการสร้างหรือการถวายสิ่งของให้วัด ผู้สร้างหรือผู้ถวายจะได้รับผลบุญมากมายในภชาวไทยใหญ่จึงนิยมประดับประดาด้วยลวดลายฉลุโลหะ เพื่อแสดงถึงสวรรค์ อีกปัจจัยหนึ่งคือ ชาวพุทธศาสนิกชน มีความเชื่อว่าการสร้างหรือการถวายสิ่งของให้วัด ผู้สร้างหรือผู้ถวายจะได้รับผลบุญมากมายในภายภาคหน้า ตัวอย่างเช่นวัดอานันทเจดีย์ที่พระเจ้ากยันสิตถา กษัตริย์พม่าทรงสร้างขึ้นราว พ.ศ. 1648 เพื่อหวังผลบุญให้ไปเกิดเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏมีอาคารไม้ทรงพญาธาตุปรากฏอยู่ จึงเป็นความนิยมที่จะสร้างสิ่งที่ดีและสวยงามถวายให้กับวัด การทำลวดลายฉลุโลหะหรือปานซอยขึ้นมาเพื่อประดับอาคารจึงอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้มีจิตศรัทธาทั้งหลายร่วมกันสร้างขึ้น เพื่อเป็นคุณลักษณะที่เด่นของอาคารและถือเป็นการทำนุบำรุงศาสนา นอกจากนี้ยังให้ความรู้สึกอิ่มเอม ภูมิใจกับสิ่งที่ตนเองได้ร่วมสร้างรวมทั้งนึกถึงผลบุญกุศลที่จะได้รับอีกด้วย
ความเชื่อที่เกี่ยวกับฐานะของบุคคล ชาวไทยใหญ่ในอดีตมีความเชื่อเกี่ยวกับฐานะของบุคคลมาก เพราะอาคารที่มีการประดับตกแต่ด้วยลวดลายฉลุโลหะนั้นเป็นสถาปัตยกรรมรูปแบบเฉพาะแต่พระราชวังของกษัตริย์ เจ้าฟ้าและผู้ที่มียศศักดิ์เท่านั้น ความเชื่อเรื่องชนชั้นนี้เป็นเรื่องที่ถือกันมาก โดยเฉพาะเรื่องของการสร้างวัดจะมีกฎหมายออกมาแบ่งวัดที่สร้างโดยกษัตริย์ ขุนนางหรือคนธรรมดา การสร้างวัดจะต้องขออนุญาตจากกษัตริย์ก่อนและวัดที่จะสร้างจะมีการตกแต่งมากมายไม่ได้ ถึงแม้ว่าในปัจจุบันความคิดดังกล่าวได้เลือนรางไปบ้างแล้ว แต่ก็ยังพบว่าชาวไทยใหญ่ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนยังนิยมใช้ลวดลายฉลุโลหะไปประดับสถาปัตยกรรมในวัด เช่น โบสถ์, วิหารโดยมีความเชื่อว่า ลวดลายฉลุโลหะหรือปานซอยนี้เป็นของสูง จะใช้ประดับอาคารที่อยู่ในวัด ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง
ลักษณะความงามของลวดลายฉลุโลหะ เมื่อมองลวดลายฉลุโลหะในภาพรวมกับงานสถาปัตยกรรม จะพบว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเสริมให้เกิดความกลมกลืน ความนุ่มนวลขึ้นกับตัวอาคาร เป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของจิตใจผู้สร้างงานที่มุ่งจะแสดงออก ด้วยการถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้เป็นงานซึ่งมีความคิด ความเชื่อที่แฝงอยู่ในตัวงาน ทั้งความเชื่อที่ต้องผูกพันกับศาสนา หรือความเชื่ออื่น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นส่วนที่ช่วยให้เกิดความกลมกลืน ช่วยส่งเสริมให้เกิดความวิจิตรตระการตาขึ้นในงานสถาปัตยกรรมที่มีความแข็งกร้าว ทั้งรูปทรงของงานสถาปัตยกรรมหรือวัสดุที่ใช้ ลวดลายฉลุโลหะที่ฉลุเป็นลวดลายที่อ่อนพลิ้วบางครั้งมีการเจาะเป็นช่องเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ทะลุผ่าน ซึ่งจะเป็นตัวลดน้ำหนักทางสายตาได้อย่างดี แม้จะเป็นเพียงเพื่อรองรับบริเวณชายคาหรือส่วนอื่น งานลวดลายฉลุโลหะจะให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับเมื่อเรามองผ่านท้องฟ้าผ่านกลุ่มใบไม้ ม่านลูกไม้หรือฉากบังตาไม้ฉลุ คือ เปลี่ยนสภาพโล่งแจ้งให้มีมิติเพิ่มขึ้น เพิ่มความสนใจ ความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งที่อยู่เบื้องหลังและยังเป็นการสร้างกรอบของการมองให้วิจิตรพิสดารมากขึ้นการประดับจะใช้ประดับเฉพาะอาคารที่สำคัญของวัด โดยเฉพาะส่วนที่เป็นชายคา หน้าจั่วของโบสถ์และวิหารและอาคารที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างถวายให้กับพระสงฆ์เท่านั้นงานสถาปัตยกรรมที่เป็น ศาสนาสถานส่วนใหญ่จะเป็นตึกปูนทาด้วยสีขาว รวมทั้งส่วนอื่น ๆด้วย ซึ่งเมื่อถูกแสงแดดแล้วจะทำให้ดูสว่างไสว เพราะสีขาวมีส่วนช่วยให้เห็นท้องฟ้าได้ชัดเจนตลอดจนสีเขียวของใบไม้ แต่อาคารที่พบในวัดวาอารามในจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นจะเป็นอาคารไม้ซึ่งไม่นิยมทาสี ทำให้ดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติรอบข้าง แต่สิ่งที่เป็นตัวทำให้อาคารนั้นมีจุดเด่นมีความสวยงามขึ้นมา คือ ลวดลายฉลุโลหะ ซึ่งจะประดับในส่วนต่าง ๆ จะนิยมใช้สีเงินและสีทองซึ่งเป็นสีที่ให้ค่าในความยิ่งใหญ่ มีอำนาจแสดงถึงความอลังการทำให้เกิดจังหวะจะโคนในการมองเห็นก็ยิ่งทำให้เกิดความงามมากยิ่งขึ้น การใช้สีเงินและสีทองในบรรยากาศที่โล่งแจ้งนี้ จึงเป็นความงามอย่างหนึ่งจนกลายเป็นความจำเป็นและเคยชินสำหรับชาวบ้าน ที่จะเข้าใจว่าถ้าเป็นอาคารที่อยู่ในวัดหรือสิ่งอื่นใดก็ตามที่อยู่ในวัดจะต้องใช้สีเงิน, สีทองและสีทองแดง มากกว่าจะใช้สีอื่น ๆซึ่งจะทำให้เกิดความไม่เหมาะสม นอกจากนี้การทำลวดลายฉลุโลหะหรือ “ปานซอย” นี้ยังสามารถสะท้อนให้เห็นถึงสภาพความเป็นอยู่ สภาพเศรษฐกิจด้วยว่าบ้านเมืองมีความเป็นอยู่ที่สงบสุข จนสามารถสร้างสรรค์งานฝีมือออกมาได้อย่างประณีตสวยงามลวดลายฉลุโลหะที่ช่างสร้างขึ้นนั้นจะมีความต่อเนื่องกันไม่ว่าจะเป็นการต่อเนื่องของตัวลาย เช่น ลายหมอกนอนเครือ ที่ทำให้ผู้พบเห็นได้รู้สึกถึงความมีระเบียบ มีความต่อเนื่องและดูเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และยังเป็นตัวช่วยลดความขัดกันระหว่างท้องฟ้ากับตัวโบสถ์ วิหาร นอกจากนี้การใช้ศิลปกรรมแบบพม่ายังมีคติใช้การประดับทางสถาปัตยกรรมเป็นเครื่องชักนำสายตาและความสนใจเข้าสู่สิ่งสำคัญ คงจะเป็นการใช้ความคิดเดียวกันกับการใช้ลวดลายฉลุโลหะเพื่อชักนำให้ผู้พบเห็นเข้าไปนมัสการพระประธานที่ประดิษฐานอยู่ในอาคารนั้น ลวดลายประดับชั้นหลังคา ในการสร้างศาสนาสถานแบบพม่า มักพบเห็นอยู่เสมอว่ามีลวดลายต่าง ๆ ประดับอยู่บริเวณชั้นหลังคา ทั้งที่แกะสลักจากไม้และตอกดุนบนแผ่นสังกะสี ล้วนมีลวดลายอันมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียและค่อยผสมผสานทางวัฒนธรรม ก่อให้เกิดเป็นลายอันเป็นลักษณะเฉพาะประจำตัวลวดลายที่พบเห็นในบริเวณศาสนสถานแบบพม่าในจังหวัดแม่ฮ่องสอน อาจแบ่งลวดลายได้ตามอิทธิพลอันได้แก่ อิทธิพลของพม่า-ไทยใหญ่, อิทธิพลจากภาคกลางและอิทธิพลของฝรั่งที่เข้ามาทำป่าไม้ ในการแบ่งแยกลวดลายอาจมองภาพกว้าง ๆ ตามลักษณะของลวดลายอันประกอบด้วย
1. ลายพันธุ์พฤกษา เป็นลวดลายที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ซึ่งมีรูปลักษณะเฉพาะอย่างในแบบภาคกลางและรูปแบบของล้านนา ในครั้งแรกลายพันธุ์พฤกษาแบบล้านนา อาจเกิดจากการรับเอาแนวคิดอิทธิพลทางศิลปกรรมจากแหล่งอื่นเข้ามา แต่ต่อมาได้ทำการดัดแปลงนำเอามาใช้ในรูปลักษณะต่างๆ จนกลายเป็นแบบอย่างของท้องถิ่น โดยนำมาใช้เป็นต้นแบบหรือแม่ลายที่จะสามารถนำไปใช้ประดิษฐ์สำหรับการประดับตกแต่ง ดัดแปลงให้เหมาะสมกับการที่จะนำไปใช้ทุกรูปลักษณะและสภาพของแต่ละพื้นที่ ลักษณะของลายพันธุ์พฤกษาดังกล่าวนี้อาจจัดอยู่ในประเภทของลายเครือเถา จึงมีความเหมาะสมในการที่จะนำไปใช้ในทุกลักษณะของพื้นที่ เนื่อง จากลายในลักษณะนี้มีความเป็นอิสระในตัวเองแบบธรรมชาติลายพันธุ์พฤกษา ที่ปรากฏในรูปลักษณะของลายเครือเถา ที่ปรากฏขึ้นในเชียงใหม่และล้านนา นี้ ไม่ได้หมายความว่า ไม่เคยพบจากที่อื่น ๆ มาก่อน หากแต่ว่าที่พบในแหล่งอื่น ๆ นั้นเท่าที่หลงเหลือหลักฐานอยู่ ได้ถูกนำมาใช้เป็นบางส่วนและไม่มากมายพอที่จะถือเป็นข้อสรุปได้ว่าเป็นลักษณะเฉพาะของท้องถิ่นในช่วงเวลานั้น แต่ขณะเดียวกันลายพันธุ์พฤกษาประเภทเครือเถานี้ที่เหลือเป็นหลักฐานอยู่ในเชียงใหม่และล้านนาที่จะสามารถนำมาตั้งเป็นข้อสรุปได้ว่า เป็นแบบอย่างของลวดลายที่ได้ถูกนำมาใช้อย่างมาก จนถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นในช่วงเวลานั้น นอกจากนี้ลวดลายในลักษณะดังกล่าวได้ถูกใช้แพร่หลายจนเป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นล้านนาอย่างแท้จริงลายพันธุ์พฤกษาแบบเครือล้านนานี้ เป็นแบบอย่างสำคัญและได้ถูกนำเอาไปใช้ในการประดับตกแต่งเรื่อยมาตั้งแต่ช่วงเวลาที่เป็นยุคทองของล้านนาและจนแม้กระทั่งถูกยึดครองโดยพม่าก็ตาม แต่แบบอย่างของลวดลายเครือล้านนาก็มิได้เสื่อมคลายลงไป ยังคงได้รับความนิยมนำมาใช้ตกแต่งจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ลวดลายพันธุ์พฤกษาในล้านนาดังกล่าว มีรูปแบบช่อลายพันธุ์พฤกษาที่ได้รับอิทธิพลบางลักษณะของศิลปกรรมจีนซึ่งได้ถูกค้นพบบนเครื่องถ้วยจีนซึ่งเป็นลายครามสมัยราชวงศ์หยวนซึ่งมีอายุในช่วงปี พ.ศ. 1822-1911 และราชวงศ์หมิง พ.ศ. 1911-2187 ซึ่งเป็นแบบอย่างอิทธิพลร่วมสมัยกับราชวงศ์หมิง เครื่องถ้วยเหล่านี้ได้ถูกค้นพบอยู่ในกรุของเจดีย์ล้านนาที่อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังพบลวดลายเครื่องถ้วยเหล่านี้ที่สุโขทัยและอยุธยาด้วยซึ่งการเข้ามาของเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศห์ ยวนและราชวงศ์หมิงนี้ จะเข้ามาในลักษณะของการทูตระหว่างไทยกับจีน โดยจีนส่งทูตเพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับไทยในสมัยของพ่อขุนรามคำแหงในปี พ.ศ.1825 ที่สำคัญคือ ล้านนาได้รับพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ ดังจะเห็นได้จากประติมากรรมของล้านนาจำนวนไม่น้อยที่เกิดจากฝีมือของช่างอิทธิพลสุโขทัย สำหรับการดัดแปลงแก้ไขจากอิทธิพลของศิลปกรรมสุโขทัยนั้นก็คือ การประดับตกแต่งซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชาวเชียงใหม่และล้านนา อันได้กลายเป็นแบบอย่างที่ส่งผลต่องานศิลปกรรมที่ได้ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน
2. ลายกนก ลายกนกเป็นต้นแบบของลายไทย สามารถผูกเป็นลายให้ละเอียดมากน้อย ลายกนกสามตัว ประกอบด้วยโคนซอกกนกซึ่งมีกาบหุ้มก้านซ้อนกันหลาย ๆ ชั้น คล้ายก้านไม้เถาที่ผูกออกมาตามธรรมชาติ นอกจากนั้นก้านกนกก็แตกออกเป็นช่อตามแบบกนกสามตัว ซึ่งสลับหัวกันคนละข้างจนถึงยอดกนก กาบก้านก็สะบัดโค้งและเรียวแหลมสุดที่ยอด ลายกนกล้านนาจะมีข้อปลีกย่อยต่างจากภาคกลางบ้าง เช่น การขมวดหัวมีมาก ขมวดกลมเป็นก้นหอย แต่ไม่นูนแหลมนักใช้หัวใหญ่กว่า การสะบัดหางกนกสั้นกว่าแต่โค้งงอมากและลักษณะทั่วไป กนกตัวใหญ่กว่าของภาคกลาง ก้านกนกดูซ้อนกันหลายชั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีกาบหุ้มก้านมาก หัวกนกของกาบที่ขนาดจับก้านมีขนาดใหญ่ก้านกลมมาก จับก้านและหัวกนกงอมาก ลายกนกมีส่วนประกอบสำคัญของลายที่พบมากมีสองส่วน คือ
2.1 จุดกึ่งกลางของลวดลายทำเป็นดอกชนิดต่าง ๆ คือดอกพุ่มข้าวบิณฑ์ ดอกไม้ชนิดอื่น ๆ ดอกพุฒตาล ดอกประจำยาม ดอกจันทร์ ดอกนอกรูปแบบอื่น ๆ ซึ่งเป็นดอกตามลักษณะของลายไทยทั่ว ๆ ไป และมีลักษณะเหมือนดอกตามธรรมชาติอยู่บ้าง
2.2 องค์ประกอบของลวดลาย ที่แยกจากลายดอกตรงกลางออกทั้งสองข้าง โดยใช้เถาหรือก้านเป็นตัวเชื่อม พบมากเป็นลายเครือเถา ลายก้านขด นอกจากนี้ยังมีลายดอกชนิดต่าง ๆ แซมอยู่ ซึ่งมีลักษณะเป็นลายกนก “เหงา” อันเป็นต้นแบบของกนกสามตัว
3. ลายเครือเถา คือกลุ่มลายที่เรียกลายเครือเถาลายก้านขด ลายกาบหมากและลายผักกูดเข้าไว้ด้วยกัน ลายในกลุ่มนี้ต่างจากกลุ่มลายชนิดแรก คือ ไม่มีลายดอกหรือมีเพียงดอกเดียว เน้นที่กาบใบ โดยทำให้ใหญ่และซ้อนกันหลายชั้น
4. ลายเครือเถายุโรป เป็นลวดลายที่ได้รับอิทธฺพลมาจากฝรั่งที่เข้ามาทำไม้ในพม่า และล้านนา ลักษณะลายเป็นแบบขนมปังขิงหรือศิลปะวิคตอเรียของยุโรป
5. ลายพม่า-ไทยใหญ่ เป็นลวดลายที่ได้รับอิทธิพลของพม่าที่เข้ามาทำการไม้และค้าขายชาวไทยใหญ่ที่อยู่ในแถบรัฐฉานบางครั้งมีการประดิษฐ์ลายให้ผสมผสานกับลายไทย มักออกแบบเป็นลายก้านขด
ลักษณะโครงสร้างของลวดลายฉลุโลหะ
ลายฉลุโลหะที่ใช้ประดับตกแต่งภายนอกอาคารทางศาสนา ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดย ทั่วไปมีลักษณะเป็นโลหะแผ่นยาวมีการฉลุลายเพื่อความสวยงาม จากการสำรวจไม่พบว่ามีการประดับแผ่นโลหะเป็นชั้น ๆ ส่วนใหญ่จะสร้างลวดลายให้รวมอยู่ในแผ่นเดียวกัน การนำไปประดับมีการใช้แป้นไม้ติดรองไว้ก่อน โดยปิดทับโครงสร้างของหลังคา แล้วจึงนำแผ่นโลหะนั้นมาปิดทับอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่ส่วนที่สำคัญในการก่อสร้างอาคารเลย เป็นเพียงส่วนที่ตกแต่งให้มีความสวยงามขึ้น และเป็นส่วนยึดให้โครงสร้างของหลังคามีความมั่นคงขึ้นโครงสร้างของลวดลายโลหะฉลุมีอิทธิพลต่อผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก ในด้านสายตา ความรู้สึกนึกคิด สุนทรียของลาย เพราะฉะนั้นช่างผู้สร้างงานนั้นจะต้องมีความคิดและความสามารถที่ออกแบบและดัดแปลงลวดลายให้มีความสมดุลเข้ากับลักษณะโครงสร้างของหลังคาแต่ละส่วน แต่ละด้าน โดยในตัวลวดลายนั้นจะมีทิศทางการพุ่งที่แตกต่างกันไป โดยลักษณะโครงสร้างของลวดลายออกเป็น
1. โครงสร้างของลวดลายฉลุโลหะที่ประดับด้านหน้าจั่วของหลังคา จะแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
1.1 ตัวลายที่อยู่ด้านบน จะมีลักษณะพุ่งตัวสูงขึ้นสู่อากาศ ลวดลายมีความสัมพันธ์กันมีลักษณะเด่นของส่วนบนนี้คือ ลวดลายจะเคลื่อนไหวเข้าสู่จุดศูนย์กลาง เรียกว่า “สะเก้” บางแห่งจะมีการประดับฉัตรเล็ก ๆ เรียกว่า “ทีแมง” ส่วนของหลังคาจะทำเป็นลวดลายคล้ายตัวกนก
1.2 ตัวลายที่ปิดทับตัวโครงสร้าง จะเป็นตัวเชื่อมระหว่างตัวลายด้านบนและตัวลายด้านล่าง เรียกว่า “พอง” มีลักษณะเด่นคือ เมื่อดูโดยรวมแล้วจะเป็นส่วนที่นูนออกมาจากส่วนอื่นหรือพองออกมาจากส่วนอื่น เป็นแผ่นยาวมีตัวลายอยู่ภายใน มีความเคลื่อนไหวในตัวลายละมีความกลมกลืน
1.3 ตัวลายที่อยู่ด้านล่าง มีทิศทางการพุ่งลงสู่เบื้องล่าง มีลักษณะเป็นแผ่นยาว ตัวลายมีรูปร่างเรียว ๆ อยู่ติดกันเป็นแพ มีลักษณะคล้ายใบไม้ เรียกว่า “ซอย”
2. โครงสร้างของลวดลายที่ประดับตามชั้นของหลังคา มีส่วนประกอบ 3 ส่วน ดังนี้
2.1 ตัวลายที่อยู่ด้านบน จะมีลักษณะการพุ่งตัวสู่เบื้องอากาศ ลวดลายมีความต่อเนื่องกัน หรือบางทีจะมีการจบลายในตัว ส่วนมุมของหลังคาจะมีส่วนเสริมเพื่อให้รับกับหลังคาซึ่งมักจะทำเป็นรูปสัตว์ เช่น รูปสิงห์ เรียกว่า “กระหลุ่งต่อง” มีลักษณะคล้ายตัวเหงาของไทย
2.2 ตัวลายที่ปิดทับโครงสร้าง มีลักษณะเหมือนกับด้านหน้าจั่ว เป็นตัวเชื่อมระหว่างลายด้านบนกับลายด้านล่าง มีความนูนหรือพองตัวออกมาจากส่วนอื่น ส่วนตัวลายภายในมีทั้งเคลื่อนไหวและหยุดนิ่ง
2.3 ตัวลายที่อยู่ด้านล่าง มีลักษณะเหมือนแป้นน้ำย้อยของทางภาคเหนือของไทย แต่แตกต่างกันตรงที่วัสดุเท่านั้น จุดเด่นของลายจะมีความเคลื่อนไหวภายในตัว ส่วนทิศทางจะอยู่นิ่งและพุ่งตัวลงสู่เบื้องล่างคล้ายหยดน้ำ ตัวลายที่อยู่ด้านล่างนี้จะเรียกว่า “ปานซอย”
3. โครงสร้างของลวดลายที่ประดับพิเศษ
เป็นลวดลายที่ใช้ประดับเสริมหน้าจั่ว มีรูปทรงคล้ายสามเหลี่ยม เรียกว่า “หมอกมุข” ตัวลายจะมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ส่วนใหญ่จะเป็นลายก้านขด
ประเภทของลวดลายฉลุโลหะ
ได้กล่าวถึงประเภทของลวดลายฉลุโลหะไว้ว่า ตามความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ของคำว่า “ลายไต” มักจะเข้าใจผิด ๆ ว่าคือ “ปานซอย” แต่ปานซอย เป็นเพียงชื่อของลายชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นลายไตแท้ ๆ จะมีหลายประเภท พอจะสรุปประเภทของลวดลายได้เป็น
กลุ่มใหญ่ 2 ประเภท คือ
1. กลุ่มหมอกนอนเคอ (ลายเครือเถา)
2. กลุ่มหมอกลายใบหมากเก๋ง (ใบสับปะรด) ลวดลายแต่ละประเภท ช่างผู้สร้างสรรค์ลายจะเลียนแบบธรรมชาติประกอบกับการจินตนาการออกแบบให้ดูกลมกลืนและมีลักษณะเด่นเฉพาะเป็นลาย ๆ
1. กลุ่มหมอกนอนเคอ (ลายเครือเถา) ภาษาไทยใหญ่ หมายถึงลวดลายที่เป็นลายดอกในทางแนวนอน คือลายที่เขียนเป็นเถาติดต่อกัน ประกอบด้วยก้าน ใบ ดอก และเถาเลื้อย เน้นความสวยงาม อ่อนช้อยของลายเส้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเส้นโค้งมีลักษณะและการนำไปใช้ดังนี้
1.1 กระหรุ่งต่อง หรือบางทีเรียกปานหย่อน ลักษณะเป็นลายเครือเถามีปลายโค้งงอนห้อยอยู่ด้านล่าง ใช้ประดับตามชั้นส่วนปลายของหลังคาปราสาท หรือยอดอาคาร
1.2 ลายประดับมุข มีลักษณะลายเป็นลายเครือเถา ออกเป็นรูปสามเหลี่ยม มีขนาดต่างๆ กัน ตามความเหมาะสมของการใช้งาน ใช้สำหรับประดับตามมุมของสิ่งประดิษฐ์
1.3 พอง มีลักษณะเป็นลายเครือเถา ขด งอ ด้จังหวะและช่องไฟอย่างลงตัว อาจมีดอกก้านใบประกอบด้วย ใช้ประกอบเป็นส่วนตรงกลางของชั้นปราสาท หรือชั้นตามยอดอาคารกั้นอยู่ระหว่างก๊ะเจ้กับปานซอย
1.4 ฐานสิงห์ มีลักษณะคล้ายกะหรุ่งต่อง แต่มักนิยมแกะสลักไม้มีลักษณะนูนโค้งออกมา ใช้ประดับขาโต๊ะ เตียง ตั่ง และสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ
1.5 ลายมุขอ้า ลายเครือเถา แยกออกเป็นสองชั้น ซ้าย – ขวา ไม่ติดกัน ใช้ประดับด้านล่างลายหน้ามุขของปราสาท ที่มีห้องข้างในลึกเข้าไปจากชั้นปราสาท
1.6 ลายมุข เป็นลายเครือเถา ประดับหน้าจั่วของอาคารปราสาท
1.7 ลายผ้ากั้ง คือผ้าม่านกั้นห้องโถงที่ประดิษฐานพระพุทธรูป บางครั้งทำเป็นรูปสามเหลี่ยม หรือรวบไว้เป็นรูปสามเหลี่ยมติดเสาห้องโถงทั้งสี่ด้าน
1.8 ลายหมอกโกงหรือปานโกง คือลายหมอกนอนเคอ เป็นลายเครือเถาฉลุสำหรับ ติดเป็นส่วนโค้งของห้องโถงแทนผ้าม่าน ถ้าเป็นอาคารจะฉลุไม้หรือสังกะสีติดประดับต่ำลงมาจากหน้าจั่ว โดยติดตามมุมต่าง ๆ ของห้องโถง
1.9 จ่าจะหราด เป็นลายหมอกนอนเคอ ออกแบบเป็นรูปโค้ง ทั้งด้านบนและด้าน ล่างนำไปประกอบติดกับส่วนยอดของปราสาท มีสี่ชิ้นประกบกันติดอยู่ใต้มานปี๋ของปราสาท ยอดเจดีย์
1.10 ลายแปดแล้ง คือลายเครือเถาใช้ประดับแปดแล้ง (ใบระกา) ทางด้านส่วนบน
2. กลุ่มหมอกลายใบหมากเก๋ง ลักษณะใบหมากเก๋งเป็นรูปลายประดิษฐ์ใบเรียว อ่อนพลิ้วเป็นหยัก ๆ ดูงดงาม บางลายคล้ายกับกลีบบัว หรือลายกรวยเชิง หรือลายกนก มีลักษณะและการนำไปใช้ ดังนี้
2.1 สะเจ๊ะ มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น ปานตั้ง ปานถ่อง ตู่หร่าง เป็นต้น มีลักษณะเป็นรูปใบเรียวเรียงโค้งจากมุมหนึ่งไปอีกมุมหนึ่ง ใช้ประดับตามชั้นเชิงชายของอาคารและซุ้มปราสาท ตั้งอยู่บนพองหรือบนกระหรุ่งต่อง
2.2 ปานซอย หรือเรียกอีกอย่างว่า ปานหย่อน เป็นรูปลายใบเรียว บางทีเขียนเป็นรูปสามแฉกติดต่อกัน ซึ่งช่างฝีมือจะเพิ่มลวดลายให้ละเอียดสวยงามยิ่งขึ้น โดยวาดลวดลายหมอกนอนเคอผสมในรูปใบเรียวไปด้วย ใช้ประดับตามส่วนที่เป็นเชิงชายของอาคารและซุ้มปราสาทต่าง ๆ ถ้าใช้คู่กับแปดแล้ง (ใบระกา) เรียกว่าปานซอยแล้งแปด
2.3 จ่าขามหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โบ๋ขาม โบ๋ปย่าน (บัวคว่ำ บัวหงาย) เป็นรูปกลีบบัวประดิษฐ์ ใช้ประดับฐานเสาและหัวเสา ห้องโถงของอาคารหรือตามชั้นที่เป็นฐานบัลลังค์ บางทีมีเพียงส่วนหงายอย่างเดียวบางทีก็มีทั้งส่วนคว่ำและส่วนหงายรวมกัน
ศิลปะลวดลายฉลุโลหะ กับการอนุรักษ์
ศิลปะ เป็นการแสดงออกของมนุษย์ที่ต้องการอธิบายให้ทราบถึงความรู้สึกที่เป็นนามธรรมออกมาในแบบสัญลักษณ์ที่เป็นรูปธรรม ธรรมชาติของมนุษย์โดยปกติ จะมีการคิดประดิษฐ์ตกแต่งและพัฒนาสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ โดยทั่วไปจะแสดงออกในรูปของศิลปหัตถกรรม เช่นการวาดเขียนการเขียนลาย การแกะสลัก การปั้น ฯลฯ ในด้านภาษาจะแสดงออกในรูปของบทเพลง บทกลอนโคลง ฯลฯ และศิลปะอื่น ๆ ที่แสดงออกในลักษณะต่าง ๆ เช่นการฟ้อนรำ ดนตรี เมื่อมีกลุ่มชนอยู่ที่ไหน ย่อมมีศิลปะเกิดขึ้นที่นั่น ศิลปะ จึงมีความผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับชุมชนอย่างลึกซึ้งคนไต เป็นชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นชนที่รักในศิลปะทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นศิลปะด้านภาษา ศิลปหัตถกรรมหรือศิลปะการแสดง คนไตมีศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์ประจำเชื้อชาติทุกสาขา ปานซอย เป็นศิลปะแขนงหนึ่งของศิลปะลายไต ที่ปรากฏให้เห็นและเป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป คนไต ใช้ปานซอยในการประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ที่แสดงถึงความสวยงาม ประณีตอ่อนช้อย ความศรัทธาในบวรพุทธศาสนา เช่น ซุ้มปราสาท วัด อุโบสถ วิหาร กุฎิ ฯลฯ ศิลปะลายไตในจังหวัดแม่ฮ่องสอนในปัจจุบันที่ยังหลงเหลืออยู่ นับว่าเหลือน้อยมาก และภูมิปัญญาที่มีความสามารถในการเขียนลวดลายไต และการแกะสลักปานซอย ก็ลดจำนวนลงไปด้วย ส่วนที่พอเหลืออยู่บ้างก็อยู่ในวัยชรากันทั้งนั้น ส่วนเยาวชนคนรุ่นใหม่ ไม่นิยมศึกษา ฝึกหัดเพื่อสืบทอดมรดกการเขียนลายไตและการแกะสลักปานซอย จากภูมิปัญญาเหล่านั้น หากไม่มีการ
สนับสนุนและอนุรักษ์ไว้แล้ว ศิลปะลายไตและการแกะสลักปานซอยจะต้องสูญหายไปอย่างน่าเสียดายจากการสืบค้นประวัติเรื่องราวของของคนไตในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านประวัติชนชาติ ประวัติเรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ ภาษา ศิลปะวิทยา ฯลฯ คนไตไม่นิยมบันทึกเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไว้เอกสารตำราต่าง ๆ จะเป็นเรื่องชาดก นิทาน คัมภีร์ บทกลอน ฯลฯ ส่วนใหญ่ ประวัติเรื่องราวความเป็นมาของคนไตในด้านต่าง ๆ จึงรับรู้โดยการเล่าสืบทอดกันต่อ ๆ มา จากคนยุคหนึ่งมาสู่คนอีกยุคหนึ่ง ซึ่งยึดความถูกต้องแน่นอนได้ยาก ประวัติความเป็นมาของศิลปะลายไตก็เช่นเดียวกัน ไม่สามารถสืบค้นได้ว่า เริ่มต้นเป็นมาอย่างไร สืบถามภูมิปัญญาชาวบ้านด้านศิลปะลายไตปัจจุบันได้รับคำตอบที่ไม่มีความกระจ่างใด ๆ เพราะภูมิปัญญาเอง ก็ไม่รู้ประวัติความเป็นมาในอดีตย้อนหลังไปนาน ๆ รู้แต่เพียงว่าบรรพบุรุษ รุ่นพ่อ รุ่นปู่ ได้สืบทอดศิลปะลายไต และการแกะสลักปานซอยไว้ให้ลูกหลานเท่านั้น ย้อนหลังไปมากกว่ารุ่นปู่ ก็ไม่สามารถจะให้ข้อมูลได้คาดคะเนจากลักษณะลวดลายของศิลปะไตจะเห็นว่าลักษณะคล้ายคลึงกับลวดลายประเภทเดียวกับของชนเผ่าไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ในแหลมอินโดจีน โดยเฉพาะศิลปะลวดลายไทย น่าจะอนุมานได้ว่าก่อเกิดมานับพันปี เช่นเดียวกับศิลปะไทย นั่นคือในราวพุทธศตวรรษที่ 9 ดินแดนในภูมิภาคเอเชีย รับวัฒนธรรมศาสนาจากแหล่งกำเนิดในประเทศอินเดีย โดยนำศิลปกรรมหรืองานช่างมาด้วย ศิลปกรรมยุคแรกๆ ของชนชาติจีน พม่า ขอม ชวา และไทย เป็นศิลปกรรมที่รับมาจากอินเดีย สำหรับคนไตหรือไทยใหญ่ ก็เป็นสาขาหนึ่งของชนชาติไทย น่าจะรับศิลปกรรมทางวัฒนธรรมด้านศาสนามากจากอินเดียเช่นเดียวกับชนชาติไทยเผ่าอื่น ๆ ด้วยการสืบทอดศิลปะลายไตและการแกะสลักปานซอย ไม่มีสถาบันการศึกษาที่จัดสอนอย่างจริงจัง ผู้ที่สามารถเขียนลายไตได้และมีผลงานปรากฏ ส่วนใหญ่จะเป็นบุคคลที่มีความสนใจและมีอุปนิสัยชื่นชอบไปในด้านศิลปะกับการเขียนลาย เมื่อพบลวดลายที่สวยงามก็จะหัดเขียนเลียนแบบจนสามารถเขียนได้ดีเท่าหรือดีกว่า บางครั้งก็ได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากผู้ชำนาญ คำแนะนำส่วนใหญ่จะเป็นข้อแนะนำให้ไปแก้ไขให้พัฒนาฝีมือมากขึ้น วิธีการสืบทอดศิลปะลายไต อีกวิธีหนึ่งคือการฝึกทำงานร่วมกับหัวหน้าครอบครัวช่าง หรือไปสมัครเป็นลูกมือทำงานกับผู้ชำนาญการ ฝึกทำงานไปพร้อมกับการเรียนรู้ศิลปะนั้น ๆ เมื่อมีความชำนาญพอสมควรแล้ว สล่าหรือผู้ชำนาญการจะมอบหมายงานให้ทำและคอยช่วยเหลือแนะนำเท่าที่จำเป็น เมื่อมีความชำนาญเพียงพอแล้ว ก็จะแยกตัวออกไปรับงานหรือประกอบอาชีพทางช่างต่อไป เมื่อถึงขั้นนี้แล้ว ภูมิปัญญาที่มีความสนใจเฉลียวฉลาด และมีพรสวรรค์ในด้านช่างก็จะคิดประดิษฐ์ลวดลายตามแนวคิดและความถนัดของตนเอง จนเป็นลายสัญลักษณ์ประจำตัวช่างศิลป์คนนั้นไปเลย ในกลุ่มช่างศิลป์ เมื่อเห็นสิ่งก่อสร้างหรือสิ่งประดิษฐ์ก็จะบอกได้ทันทีว่างานศิลป์ชิ้นนี้เป็นของใคร ภูมิปัญญาบางคนก็สามารถพัฒนาขีดความสามารถของงานได้ก้าวหน้ากว่าสล่าที่เคยฝึกสอนตนก็มี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ที่ฝึกฝนและพรสวรรค์ของแต่ละ
บุคคลเป็นสำคัญ